ลำดับและประวัติเจ้าอาวาส

ลำดับและประวัติเจ้าอาวาส

                 

                  ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ไม่พบหลักฐานว่า ใครเป็นเจ้าอาวาสและรักษาการเจ้าอาวาส   ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี   วัดนี้เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในเขตพระราชวังหลวง    จึงไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา เช่นเดียวกันกับวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  ในพระบรมมหาราชวัง   

                  ต่อมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  เมื่อย้ายพระนครมาตั้งอยู่ฟากฝั่งตะวันออกแล้ว  วัดอรุณราชวรารามได้กลับมาเป็นวัดที่อยู่นอกพระราชวังหลวง   พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑  จึงโปรดให้นิมนต์พระสงฆ์จากวัดใกล้เคียงมาอยู่จำพรรษา  วัดนี้จึงได้มีเจ้าอาวาสตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน   มีนามเจ้าอาวาสและประวัติเท่าที่สืบค้นได้  ดังต่อไปนี้

(๑) ดู – สารานุกรมไทย   ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  เล่ม ๑  พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘,  หน้า ๔๓๖.



๑. พระโพธิวงศาจารย์   (๑) 

                  ไม่ทราบนามเดิม และชาติภูมิอยู่ที่ไหนไม่ปรากฏหลักฐาน  ประวัติมีเพียงว่า เดิมเป็นพระปลัดฐานานุกรมของสมเด็จพระสังฆราช (ศรี)(๒)   วัดบางว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ทรงปราบดาภิเษกแล้ว โปรดให้เป็นพระโพธิวงศาจารย์  และโปรดให้พระครูเมธังกร  เป็นพระศรีสมโพธิ   ให้นิมนต์พระราชาคณะทั้ง ๒ องค์  พร้อมทั้งพระสงฆ์อันดับมาจากวัดบางว้าใหญ่  ลงมาอยู่  ณ วัดแจ้ง  ให้มีพระสงฆ์ขึ้น

                  พระโพธิวงศาจารย์รูปนี้  สืบประวัติได้เพียงเท่านี้  ไม่ทราบว่าท่านจะได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นไปอีก หรือถึงมรณภาพเมื่อใด  เพราะในรัชกาลที่ ๑ นี้เอง ปรากฏว่า มีพระราชาคณะที่พระโพธิวงศาจารย์ อีก ๒ รูป คือ พระโพธิวงศาจารย์ (มี)  วัดคอกกระบือ (วัดยานนาวา) และพระโพธิวงศาจารย์ (ใจ) วัดสามปลื้ม (วัดจักรวรรดิราชาวาส)


๒. พระธรรมไตรโลกาจารย์  

                นามเดิมและชาติภูมิสืบไม่ได้  ทราบประวัติแต่เพียงว่า ช่วงตอนปลายรัชกาลที่ ๑  ท่านเป็นพระเทพกระวีอยู่ก่อนแล้ว    และเมื่อโปรดให้เลื่อนพระธรรมไตรโลกาจารย์  วัดหงษ์ (วัดหงส์รัตนาราม) ขึ้นเป็นพระธรรมอุดมแล้ว  [พระธรรมวโรดม  ในปัจจุบัน]  ก็ได้ทรงตั้งให้ท่านเป็น  พระธรรมไตรโลกาจารย์   ครองวัดแจ้ง    ประวัติต่อจากนี้ไม่ปรากฏ

 

(๑) พระราชาคณะตามราชทินนามนี้  เรียกตามพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑   ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ  บุนนาค) แต่ใน

      เรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์  พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระสมมตอมรพันธุ์ และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ   

      ทรงเรียบเรียงนั้น  ทรงเรียกว่า “พระโพธิวงศ์” และทรงเรียกอย่างนี้จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕   จึงทรงเปลี่ยนเป็น “พระโพธิวงศาจารย์”    เมื่อ

      พระโพธิวงศาจารย์ (เส็ง) วัดจักรวรรดิราชาวาส   ดำรงสมณศักดิ์นี้   ตำแหน่งนี้อยู่ในชั้นเทพ  มีสมณศักดิ์ระหว่างเจ้าคณะรองกับชั้นธรรม   

      ภายหลังโปรดให้เปลี่ยนเป็นพระอุบาลีคุณูปมาจารย์    พระโพธิวงศ์   จึงเป็นตำแหน่งพิเศษเสมอชั้นธรรม   ในสมัยรัชกาลที่ ๕

 (๒) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรก   แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเป็นเวลา ๑๒ ปี



๓. พระพุทธโฆษาจารย์   

                   นามเดิม  คง  เดิมเป็นพระวินัยมุนี พระราชาคณะสามัญ อยู่วัดนี้มาก่อน และได้รับแต่งตั้งมาแต่เมื่อใดไม่มีหลักฐาน  เมื่อพระพุทธโฆษาจารย์ (บุญศรี)  วัดมหาธาตุ  ต้องอธิกรณ์ด้วยเรื่องประพฤติไม่สมควรในอาจาระต่อศิษย์      จึงถูกลงโทษถอดออกจากพระราชาคณะพร้อมกับให้ลาสิกขา ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศนภาลัย  รัชกาลที่ ๒   จึงทรงโปรดให้เป็นพระพุทธโฆษาจารย์  และให้ครองวัดนี้  เมื่อวันพุธ  พ.ศ.๒๓๖๒    มีสำเนาประกาศที่ทรงตั้ง  [พิมพ์ตามต้นฉบับ]  ดังนี้

                  ศุภมัศดุ  ณ  วันพุฒ  เดือน ๖  แรม ๑๑  ค่ำ  ปีเถาะ  พ.ศ. ๒๓๖๒  ให้พระวินัยมุนี  เป็นพระพุทธ-โฆษาจารย์  ญาณอดุลย สุนทรนายก  ติปิฎกธรามหาคณฤศร บวรสังฆาราม  คามวาสี  สถิตย์  ณ  วัดอรุณราชธารามาวาศวรวิหาร  พระอารามหลวง   ให้เจียรกฤตกาล

                  พระพุทธโฆษาจารย์ (คง)  มรณภาพในรัชกาลที่ ๒    วันเดือนและปีใดไม่ปรากฏ


๔. สมเด็จพระวันรัต   

                  นามเดิม  เซ่ง  เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๘  เมษายน  พ.ศ.๒๓๒๓  ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๕ปีชวด ปลายรัชสมัยธนบุรี  ท่านจะบวชเรียนมาอย่างไรก่อน     หาทราบไม่   ปรากฏแต่ว่า เดิมท่านเล่าเรียนคันถธุระอยู่วัดมหาธาตุ   เมื่อรัชกาลที่ ๒   ครั้งยังเป็นพระอันดับ   ท่านได้รับเลือกเข้าร่วมเป็นสมณทูตองค์ ๑ในคณะสงฆ์ซึ่งโปรดให้ออกไปสืบข่าวพระพุทธศาสนาในลังกาทวีป   เมื่อปีจอ พ.ศ.๒๓๕๗   ไปถึง ๕ ปี  จึงกลับมาอยู่วัดมหาธาตุตามเดิม  และเมื่อท่านเป็นเปรียญแล้ว  ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระศรีสากยบุตร โปรดให้มาครองวัดอรุณ   

                  ครั้นปีมะโรง  พ.ศ. ๒๓๗๕  รัชกาลที่ ๓  ทรงตั้งเป็นพระเทพมุนี    ต่อมาก็ได้โปรดให้เลื่อนเป็นพระธรรมเจดีย์     แต่จะเป็นในปีใดไม่พบหลักฐาน   แล้วเลื่อนขึ้นเป็นพระธรรมอุดม  เมื่อพ.ศ.๒๓๘๖  คราวเดียวกับทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราช (นาค)    ถึงรัชกาลที่ ๔  ทรงเลื่อนเป็นสมเด็จพระวันรัต  เมื่อปีกุน  พ.ศ.๒๓๙๔  พร้อมกับทรงเลื่อนกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส  

                  สมเด็จพระวันรัต (เซ่ง) มรณภาพในรัชกาลที่ ๔  เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ.๒๔๐๙ ขึ้น ๙ ค่ำ   เดือนยี่  ปีขาล   อายุ ๘๗ ปี




๕. พระธรรมไตรโลกาจารย์

                  นามเดิม  ทอง   เรื่องประวัติเดิมจะอย่างไรหาทราบไม่  ปรากฏแต่ว่า  เมื่อในรัชกาลที่ ๓  เป็นเปรียญ ๘ ประโยค  อยู่วัดกัลยาณมิตร  เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๑  ทรงตั้งเป็นพระกระวีวงศ์  โปรดให้ไปครองวัดราชนัดดา  ตั้งแต่แรกพระสงฆ์ไปอยู่  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔  ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่  ที่พระเทพมุนี   เมื่อปีเถาะ  พ.ศ.๒๔๑๐  

                  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๕  ทรงเลื่อนเป็นพระธรรมเจดีย์  เมื่อวันจันทร์ที่  ๖  กรกฎาคม  พ.ศ.๒๔๑๗   แล้วโปรดให้อาราธนาไปครองวัดอรุณราชวราราม   ต่อมาท่านมีความผิดด้วยรับฎีกานิมนต์ในงานพระราชพิธีฉัตรมงคล  แล้วไปรับนิมนต์ที่อื่นอีก     เข้ามาไม่ทันงานพระราชพิธี   จึงโปรดให้ลดยศลงเป็นพระเทพมุนีอย่างเดิม   พร้อมทั้งพระเถระรูปอื่น  

                  ปรากฏรายละเอียดในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  จุลศักราช ๑๒๓๙  พุทธศักราช ๒๔๒๐  หน้า  ๑๔๘-๑๔๙   ดังนี้

                  “วันศุกร์ แรม ๑๐ ค่ำ  เดือน ๑๒ ปีฉลูนพศก จุลศักราช ๑๒๓๙ ฯลฯ  (ตรงกับวันที่  ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๐)  

                  ย่ำค่ำแล้วออกไปมหาปราสาทสวดมนต์สมโภชพระเสวตฉัตรพระสงฆ์ ๓๒ รูป   แต่พระธรรมเจดีย์ผู้ให้ศีล   พระโพธิวงศ์ผู้ขัดตำนานไม่มา  พระธรรมเจดีย์ว่าไปสวดมนต์แซยิดบ้านท่านภู  (เจ้าพระยาภูธราภัย   นุช  บุณยรัตพันธุ์)   ให้ปลัดมาแทน     แต่พระที่เขาไปสวดแล้วกลับมามีอยู่หลายรูป    คือพระมงคลเทพ  พระอริยโมฬี   พระราชมุนีนี้มาทัน  ได้ความว่าสวดแต่เย็น  แต่ที่ไม่มาให้พระมาแทนขี้เกียจเสีย   การนี้ก็เป็นการใหญ่  ไม่ควรจะขาด  ได้ให้ถอดพระธรรมเจดีย์ลงเป็นพระเทพมุนีตามเดิม   ถอดพระโพธิวงศ์   ที่ไม่มาลงเป็นพระธรรมภาณพิลาสตามเดิมด้วย    ให้คืนตาลีปัตมา   ตั้งพระเทพโมฬีเป็นพระธรรมเจดีย์แทน   ตั้งพระราชมุนีเป็นพระโพธิวงศ์ในเดี๋ยวนั้น   พระที่ไปสวดมนต์บ้านท่านภูแล้วมาทัน  ได้ให้รางวัลจีวรแพรองค์ละตัวด้วย  เวลายามกลับเข้ามา” 

                  ถึงปีเถาะ พ.ศ.๒๔๒๒  จึงทรงเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์

                  พระธรรมไตรโลกาจารย์ (ทอง)   มรณภาพในรัชกาลที่ ๕   เมื่อราวปีมะเส็ง   พ.ศ.๒๔๒๔

 


๖. สมเด็จพระวันรัต (ฑิต) 

                   นามเดิม  ก๋ง   เมื่ออุปสมบทแล้ว พระโหราธิบดี (ชุม) ผู้เป็นอาจารย์ ได้เปลี่ยนนามให้ใหม่ว่า  ฑิต  นามฉายาว่า อุทโย  เกิดเมื่อวันอาทิตย์  เดือน ๙ ขึ้น ๕ ค่ำ  ปีระกา  จุลศักราช ๑๑๙๙  พ.ศ.๒๓๘๐ ในรัชกาลที่ ๓    บิดาชื่อ สิงห์   มารดาชื่อ อิ่ม   ชาติภูมิเดิมอยู่บ้านรั้วใหญ่  อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  

                  เมื่อท่านอายุได้ ๑๓ ปี  ย่างเข้าปีที่ ๑๔    ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดกำแพง  อำเภอบางปะอิน  แล้วลงมาเล่าเรียนอยู่ที่วัดสามพระยา  ในกรุงเทพฯ   ครั้นอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์  ย่างเข้า ๒๑ ปีได้อุปสมบทที่วัดสามพระยา  เมื่อปีมะเส็ง  พ.ศ. ๒๔๐๑  พระนิโรธรังษี  (เรือง) เป็นพระอุปัชฌาย์   พระปลัดแฟง  พระสมุห์พูน  เป็นคู่กรรมวาจาจารย์   เมื่ออุปสมบทแล้วได้ไปศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักอาจารย์ทอง  เปรียญ ๗ ประโยค  ที่วัดบวรนิเวศบ้าง   ไปศึกษาในสำนักพระโหราธิบดี (ชุม)  ซึ่งเป็นพระอาจารย์หลวงบอกพระปริยัติธรรมอยู่ที่เก๋งในวัดพระศรีรัตนศาสดารามบ้าง   ไปเรียนในสำนักสมเด็จพระวันรัตน์ (แดง) ซึ่งเวลานั้นท่านยังเป็นเปรียญ ๘ ประโยค  อยู่  ณ  วัดสุทัศนเทพวรารามบ้าง   ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมในสนามหลวง   ณ  วัดพระศรีรัตนศาสดาราม   ได้เป็นเปรียญ ๓ ประโยค 

                  ถึงรัชกาลที่ ๕  เข้าแปลที่พระที่นั่งสุทไธสวรรย์  เมื่อปีชวด  พ.ศ. ๒๔๑๙  แปลได้อีกประโยค  ๑  รวมเป็น ๔ ประโยค  เวลานั้นท่านมีอายุ ๔๐ ปี  พรรษา ๑๙

                  ถึงปีมะเส็ง  พ.ศ. ๒๔๒๔  ท่านมีอายุ ๔๕ ปี  ได้ทรงพระกรุณาโปรดตั้งให้เป็นพระราชาคณะที่  พระศรีสมโพธิ   แล้วโปรดให้อาราธนาไปครองวัดอรุณราชวราราม  ครั้นถึงปีกุน พ.ศ. ๒๔๓๐   เมื่อท่านมีอายุได้  ๕๑  ปี  โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่พระเทพโมลี  

                  สมเด็จพระวันรัต (ฑิต)  ไม่ได้ครองวัดอรุณฯ ตลอดไป เพราะเมื่อปีชวด พ.ศ.๒๔๓๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   โปรดให้ไปครองวัดมหาธาตุ  แห่มาเมื่อ  ณ  วันอาทิตย์  เดือน ๖ แรม ๓ ค่ำ   เมื่อมาอยู่  ณ  วัดมหาธาตุแล้ว   ถึงปีมะโมง  พ.ศ. ๒๔๓๕  ทรงเลื่อนเป็นพระธรรมเจดีย์

                   ส่วนประวัติเมื่อมาครองวัดมหาธาตุแล้ว มีดังต่อไปนี้

                  ในสมัยนั้นทั้งวัดมหาธาตุและวัดพระเชตุพน   เห็นจะทรุดหนักลงด้วยกันทั้งสิ่งก่อสร้างในพระอารามและธรรมวินัยของพระภิกษุสามเณร   เล่ากันมาจนถึงว่า  ชาวบ้านในครั้งนั้นพากันเรียกพระอารามทั้งสองนี้ว่า  “บ้านโพ, บ้านธาตุ”  โดยเฉพาะวัดมหาธาตุ   พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   ทรงพิจารณาเห็นว่า  ในระยะนั้นร่วงโรยหนัก   ด้วยไม่มีพระเถระผู้ใหญ่ปกครอง  ตั้งแต่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  (ฉิม)  ถึงมรณภาพตลอดมาเป็นเวลาถึง ๓๒ ปี   จำนวนพระภิกษุสงฆ์ประจำวัดก็ลดน้อยลงจนกุฎีเสนาสนะร้างอยู่โดยมาก  จึงมีพระราชประสงค์จะทรงทำนุบำรุงให้เจริญรุ่งเรือง  สมกับที่เป็นพระอารามใหญ่อยู่ใกล้พระบรมมหาราชวัง  จึงโปรดให้อาราธนา  พระเทพโมลี  (ฑิต  อุทโย ป.๔)  มาครองวัดมหาธาตุ   แห่มาจากวัดอรุณราชวราราม  เมื่อวันอาทิตย์  เดือน ๖  แรม  ๓  ค่ำ  ปีชวด   พ.ศ. ๒๔๓๑ (นับเป็นอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุองค์ที่ ๑๓)  ตั้งแต่มาอยู่วัดมหาธาตุ  ท่านก็ได้พยายามสร้างความเจริญและพัฒนาวัดให้เจริญก้าวหน้าขึ้นหลายด้าน   ทั้งในด้านการศึกษาของวัดมหาธาตุเอง  และของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย

                  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว    คงจะหยั่งทราบด้วยพระปรีชาญาณว่า  พระเทพโมลี   มีปรีชาสามารถที่จะดำเนินการศึกษาทางพระปริยัติธรรมสนองพระราชประสงค์ได้  ครั้นรุ่งขึ้นในปีฉลู  พ.ศ. ๒๔๓๒  จึงโปรดให้ย้ายราชบัณฑิตบอกพระปริยัติธรรมจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  มาจัดตั้งเป็นบาลีวิทยาลัยขึ้นในวัดมหาธาตุ  เรียกว่า  “มหาธาตุวิทยาลัย”  สำหรับเป็นที่เล่าเรียนศึกษาของพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย  ได้เปิดการเล่าเรียนตั้งแต่วันศุกร์ที่  ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๒  แรม ๑ ค่ำ  เดือน ๑๒  ร.ศ. ๑๐๘  ปีฉลู  และนับเป็นครั้งแรกที่ใช้นาม “วิทยาลัย”  ในประเทศไทยนี้    แรกตั้งได้สอนกันที่ศาลาเรียนหนังสือ ๔ หลังตอนด้านหน้าพระอาราม   สร้างไว้แต่ครั้งรัชกาลที่ ๓  คือตรงที่เป็นตึกถาวรวัตถุริมถนนหน้าพระธาตุ   ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานราชบัณฑิตยสถานและส่วนหนึ่งของหอสมุดแห่งชาติกับกองจดหมายเหตุแห่งชาติ  กรมศิลปากร  ในบัดนี้   มีนามราชบัณฑิตที่ย้ายมาและตั้งสอน    คือ   ศาลาทางด้านเหนือ  ๒  หลัง  พระยาธรรมปรีชา  (บุญ  เปรียญ)  แต่ยังเป็น หลวงญาณภิรมย์  เป็นอาจารย์ผู้สอน  อยู่หลัง ๑  และพระยาธรรมปรีชา  (ทิม  เปรียญ)  แต่ยังเป็น หลวงอุดมจินดา   เป็นอาจารย์สอน  อยู่หลัง ๑   ส่วนทางใต้อีก ๒ หลัง  หลวงธรรมานุวัตรจำนง  (จุ้ย  เปรียญ)  เป็นอาจารย์สอนอยู่หลัง ๑   หลวงศรีวรโวหาร  (ปาน  เปรียญ)  เป็นอาจารย์สอนอยู่หลัง ๑    นอกนั้นก็มี นายเรือง เปรียญ  (ภายหลังเป็นพระยาพจนสุนทร)  บอกมูลอยู่ (ศาลาราย ?)  หลัง ๑  และนายอุ่น  เปรียญ  (วัดบรมวงศ์)  บอกมูลอยู่ (ศาลาราย ?) อีกหลัง ๑  ทรงมอบภาระหน้าที่ให้ พระเทพโมลี  จัดการดูแลบำรุง มหาธาตุวิทยาลัย  และโปรดพระราชทานพระราชทรัพย์จ่ายเป็นเงินเดือนแก่อาจารย์ผู้สอนและค่าใช้จ่ายสำหรับวิทยาลัยทุกอย่าง   

                  ถึงปีมะแม พ.ศ.๒๔๓๘  เป็นพระพิมลธรรม  ภายหลังที่โปรดสถาปนาท่านขึ้นเป็นพระพิมลธรรม  ไม่ถึงเดือน   ก็มีเหตุวิปโยคเกิดขึ้นในประเทศไทย  ด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช  เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ  สยามมกุฎราชกุมาร  สวรรคต  ณ  วันที่ ๔  มกราคม  พ.ศ. ๒๔๓๗   พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  จึงทรงพระราชปรารภว่า  ตามราชประเพณีจะต้องทำพระเมรุใหญ่เป็นที่พระราชทานเพลิงพระศพที่ท้องสนามหลวง   ทรงพระราชดำริว่า  ประเพณีทำพระเมรุใหญ่อย่างแต่ก่อน  ต้องกะเกณฑ์ผู้คนเป็นอันมาก  ให้ไปเที่ยวตัดไม้และเสาะหาสิ่งของเครื่องทำพระเมรุ   เป็นการเดือดร้อนแก่ไพร่  พระราชทรัพย์ก็ต้องเปลืองและที่สุดไม่เป็นสารประโยชน์   เพราะทำสำหรับใช้งานคราวเดียว   เสร็จงานแล้วก็รื้อทิ้งสาบสูญไปหมด   จึงโปรดให้คิดแบบอย่างสร้างเป็นถาวรวัตถุ  เรียกว่า  “สังฆิกเสนาศน์ราชวิทยาลัย”  ขึ้นในวัดมหาธาตุข้างด้านหน้าต่อกับที่ท้องสนามหลวง  โดยปกติจะโปรดให้เป็นวิทยาลัยที่เล่าเรียนของพระภิกษุสามเณร  ถ้าหากมีพระศพซึ่งต้องปลูกพระเมรุใหญ่ในท้องสนามหลวง  จะใช้ตึกวิทยาลัยนั้นเป็นที่ตั้งพระศพในเวลางานจะปลูกแต่พระเมรุน้อยที่ท้องสนามหลวงเป็นที่พระราชทานเพลิง   แม้ที่สุดงานพระบรมศพ  ก็ทรงพระราชดำริจะให้เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน   จึงโปรดให้สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์แต่ยังดำรงพระยศเป็นกรมขุน  ทรงอำนวยการก่อสร้าง  และให้พระยาสโมสรสรรพการ (ทัต  ศิริสัมพันธ์)  เป็นนายงานสร้างสังฆิกเสนาศน์ราชวิทยาลัย  ตามพระราชประสงค์

                  การสร้างสังฆิกเสนาศน์ราชวิทยาลัย   กะตั้งแต่มุมวัดมหาธาตุข้างด้านใต้  (ซอยศิลปากร)  ไปจนตรงมุมพระระเบียงคดข้างด้านเหนือ  (ต่อกำแพงวัด   สุดอาคาร   ตามที่เห็นอยู่ทุกวันนี้)  รื้อสิ่งที่กีดอยู่ในที่นี้  คือ  กำแพงและประตูด้านหน้าพระอาราม  ศาลาเรียนหนังสือ ๓ หลัง  กุฎีแถวตอน ๑   กุฎีฐานานุกรมตอน ๑   กุฎีพระราชาคณะหมู่ ๑   ศาลาคดหลัง ๑   ศาลาราย  ๒ หลัง  แล้วลงมือก่อสร้างต่อมา  ครั้นต่อมาเมื่อวันที่  ๑๓  กันยายน  พ.ศ. ๒๔๓๙  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์  และมีประกาศพระบรมราชโองการแสดงพระราชประสงค์บรรจุไว้ในแผ่นศิลาฤกษ์ให้ตั้งเป็น  “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”  สืบต่อไป

                  แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า  การก่อสร้างสังฆิกเสนาศน์ราชวิทยาลัยนี้   มีเหตุให้ชักช้าหลายประการ  เช่น  กระเบื้องมุงหลังคา   ที่สั่งทำจากเมืองจีนทำเข้ามาผิดตัวอย่างที่ให้ไป   จะใช้มุงตามที่กะไว้ไม่ได้  จึงหาสำเร็จลงตามพระราชประสงค์ไม่  จนตลอดรัชกาลที่ ๕   ครั้นในรัชกาลที่ ๖  ได้โปรดให้สร้างต่อมาจนสำเร็จ  แต่เปลี่ยนรูปรายการไปบ้าง  เช่น  ลดมุขและยอดปรางค์  มิได้โปรดให้ก่อสร้างตามแบบเดิมอย่างที่ได้มีพระบรมราชโองการประกาศไว้เมื่อก่อพระฤกษ์   แต่แล้วก็มิได้โปรดเกล้าฯ  ให้ใช้อาคารนี้ตามพระราชปรารภเดิมของสมเด็จพระบรมชนกนาถ   แต่โปรดให้ตั้งเป็นหอพระสมุดสำหรับพระนคร  

                  การตั้งมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  จึงหาได้ดำเนินการไปตามพระบรมราชปณิธานที่มีพระบรมราชโองการไว้แต่เดิมไม่   แต่อย่างไรก็ตาม  ต่อมา  พระพิมลธรรม  (ช้อย  ฐานทตฺโต  ป.ธ.๖)  สัทธิวิหาริกองค์หนึ่งของสมเด็จพระวันรัต (ฑิต)  และเป็นอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุ  องค์ที่ ๑๕  ได้พยายามสนองพระราช-ปณิธานในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต่อมา   โดยประชุมพระเถรานุเถระฝ่ายมหานิกายปรึกษาร่วมกัน   แล้วดำเนินการจัดตั้ง  “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย”  เป็นสถาบันการศึกษาพระปริยัติสัทธรรมและวิชาการชั้นสูงขึ้นสนองพระราชประสงค์   ตามพระบรมราชโองการที่ประกาศไว้แต่เดิม   เมื่อครั้งทรงวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างสังฆิกเสนาศน์ราชวิทยาลัย    มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่ดำเนินการตั้งขึ้นนี้ได้เปิดทำการสอน  เมื่อวันที่  ๑๘  กรกฎาคม  ๒๔๙๐  แต่หาได้ใช้อาคารหลังดังกล่าวไม่  เพราะใช้เป็นหอพระสมุดฯ  ไปเสียแล้ว    ต่อมาเมื่อวันพุธที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๓  ปีชวด   เป็นสมเด็จพระวันรัต  เจ้าคณะใหญ่หนใต้

                  สมเด็จพระวันรัต  (ฑิต)  มรณภาพด้วยโรคชราในรัชกาลที่  ๖    เมื่อวันที่  ๑๔ สิงหาคม  พ.ศ.๒๔๖๖  ขึ้น  ๓  ค่ำ  เดือน ๙  ปีกุน  อายุได้ ๘๖ ปี   




๗. พระราชมุนี      

                  นามเดิม  ปุ่น  นามฉายา  ปุณฺณโก  เป็นชาวบ้านตลาดเกรียบ แขวงกรุงเก่า เกิดในรัชกาลที่ ๔  เมื่อปีวอก จ.ศ. ๑๒๒๒  พ.ศ.๒๔๐๓

                  ในรัชกาลที่ ๕   เมื่ออายุ ๑๐ ปี   ลงมาบวชเป็นสามเณรอยู่ในสำนักพระสมุห์  (แย้ม)  ผู้เป็นอา   ที่วัดประยุรวงศาวาส  ในกรุงเทพฯ   ครั้นพระสมุห์(แย้ม)   ได้เป็นเจ้าอธิการวัดบางยี่ขัน   ก็ได้ตามไปอยู่ด้วยจนอายุได้ ๑๖ ปี  จึงย้ายมาศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดมหาธาตุ   ได้เป็นเปรียญ ๔ ประโยค  ตั้งแต่เป็นสามเณร   พออายุครบอุปสมบท จึงไปอุปสมบทที่วัดตลาดเกรียบ เมื่อปีมะโรง พ.ศ.๒๔๒๓ โดยมีสมเด็จพระวันรัต (แดง) วัดสุทัศน์ฯ เป็นพระอุปัชฌาย์  เมื่ออุปสมบทแล้วได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมที่พระที่นั่งสุทไธสวรรย์   ได้อีก ๑ ประโยค รวมเป็น ๕ ประโยค  ต่อมาเข้าแปลที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม  เมื่อปีระกา พ.ศ.๒๔๒๘  อีกครั้งหนึ่ง  แปลได้อีกประโยค ๑  รวมเป็น ๖ ประโยค

                  ถึงปีฉลู พ.ศ.๒๔๓๒   ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะ  ที่พระราชมุนี   แต่เมื่อสมณศักดิ์ยังเสมอพระราชาคณะชั้นสามัญ   คงอยู่วัดมหาธาตุ   ต่อมาถึงปีมะแม พ.ศ.๒๔๓๘   เมื่อทรงตั้งตำแหน่งราชเพิ่มขึ้นในทำเนียบพระราชาคณะผู้ใหญ่   จึงทรงตั้งเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่  ตามราชทินนามเดิมเติมสร้อยแล้วโปรดให้อาราธนาไปครองวัดอรุณราชวราราม    

                  ถึงปีจอ  พ.ศ.๒๔๔๑   จึงโปรดให้ไปครองวัดบพิตรพิมุข    ปรากฏรายละเอียดอยู่ในราชกิจจานุเบกษา   เรื่องพระราชาคณะเปลี่ยนพระอาราม   [พิมพ์ตามต้นฉบับ]  ดังต่อไปนี้

                  “ด้วยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  ให้พระธรรมวโรดม  พระราชาคณะวัดบพิตรภิมุขเปนพระราชาคณะ  อยู่วัดอรุณราชวราราม   แลโปรดเกล้าฯ  ให้พระราชมุนี  พระราชาคณะวัดอรุณราชวราราม  เปนพระราชาคณะวัดบพิตรภิมุข

                  ครั้นวันที่ ๑๘ มิถุนายน  รัตนโกสินทรศก  ๑๑๗  [พ.ศ. ๒๔๔๑]   เวลาบ่าย    พระสงฆ์ ๗ รูป  มีพระธรรมวโรดม  เปนประธานสวดมนต์ที่กุฎีวัดบพิตรภิมุข  วันที่ ๑๙  มิถุนายน  เวลาเช้า  พระสงฆ์ที่สวดมนต์ได้รับพระราชทานฉัน   เวลาบ่าย ๒ โมง  แห่พระราชมุนี   มีพระปลัด ๑  อันดับ ๓  ออกจากวัดอรุณราชวราราม  ไปอยู่วัดบพิตรภิมุข

                  วันที่  ๒๒  มิถุนายน  รัตนโกสินทรศก ๑๑๗  [พ.ศ. ๒๔๔๑]   เวลาบ่าย   พระสงฆ์ ๑๐ รูป  มีสมเด็จพระวันรัตนเปนประธานสวดมนต์ที่กุฎีวัดอรุณราชวราราม   วันที่ ๒๓ มิถุนายน  เวลาเช้า  พระสงฆ์ที่สวดมนต์  ได้รับพระราชทานฉัน   เวลาเที่ยงเศษแห่พระธรรมวโรดม  มีพระครูปลัด ๑  พระครูถานา ๓   เปรียญ ๒   สามเณรเปรียญ ๑   อันดับ ๗   ออกจากวัดบพิตรภิมุข  ไปอยู่วัดอรุณราชวราราม

                  แลวันที่  ๒๑  มิถุนายน  เวลาย่ำค่ำเศษ   พระสงฆ์แลสามเณรทั้ง ๒ พระอารามนั้น  ได้เข้ามาพร้อมกันที่พระที่นั่งจักรกรีมหาปราสาท   เวลาเกือบทุ่ม  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เสด็จออกพระที่นั่งจักรกรีมหาปราสาท   ทรงประเคนเครื่องบริกขาร  ในการขึ้นกุฎีใหม่  แล้วเสด็จขึ้น”

                  พระราชมุนี (ปุ่น) ถวายพระพรลาสึก  เมื่อปีชวดพ.ศ.๒๔๔๓   ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบพิตรพิมุขไม่นาน  

                 

๘. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์  

                  นามเดิม  ฤทธิ  นามฉายา ธมฺมสิริ  ตระกูลเป็นมหาดเล็ก เกิดในรัชกาลที่ ๓ เมื่อปีระกา วันเสาร์  พ.ศ.๒๓๘๐ เมื่ออายุ ๑๐ ปี  โยมพาไปฝากไว้ในสำนักพระมหาพลาย  เปรียญ ๔ ประโยค  วัดนาคกลาง  ผู้เป็นญาตินับชั้นเป็นลูกผู้พี่  เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม  ครั้นบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ได้ไปเล่าเรียนอยู่ที่วัดราชบูรณะ  พออายุได้ ๑๔  ปี   เข้าแปลพระปริยัติธรรม   ที่วัดพระเชตุพน    เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๓๙๑  ได้เป็นเปรียญ ๓ ประโยค  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระเมตตา  ดำรัสสรรเสริญว่า  เด็ก ๆ ขนาดนี้กำลังจะจับเป็ดจับไก่  แต่สามเณรฤทธิ์อุตส่าห์เล่าเรียนจนแปลหนังสือได้เป็นเปรียญ  จึงพระราชทานรางวัลชั่ง ๑

                  ถึงรัชกาลที่ ๔ ได้อุปสมบทที่วัดราชบูรณะ เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ.๒๔๐๐ สมเด็จพระวันรัต (สมบูรณ์) ครั้งยังเป็นพระธรรมวโรดมเป็นพระอุปัชฌาย์  อุปสมบทแล้ว ๗ พรรษา ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมอีกครั้ง ๑ แปลได้อีก ๒ ประโยค รวมเป็น ๕ ประโยค  โปรดให้ถวายเทศน์เวร จึงพระราชทานตาลปัตรเปรียญพื้นโหมด  ให้ถือเป็นเกียรติยศพิเศษมาตลอดรัชกาล

                  ถึงรัชกาลที่ ๕  ทรงตั้งเป็นพระอมรโมลี  เมื่อปีจอ พ.ศ.๒๔๑๗    ต่อมาโปรดให้อาราธนาไปครองวัดบพิตรพิมุข  แล้วทรงเลื่อนเป็นพระโพธิวงศาจารย์  เมื่อปีระกา วันศุกร์ เดือน ๑๐  แรม ๙ ค่ำ พ.ศ. ๒๔๒๘  ถึงปีเถาะ  พ.ศ.๒๔๓๔  ทรงเลื่อนเป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์    และต่อมาทรงเลื่อนเป็นพระธรรมวโรดม   เมื่อปีมะเมีย พ.ศ.๒๔๓๗

                  เมื่อครั้งเพลิงไหม้หลังคาพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามแล้ว   ทรงสลดพระราชหฤทัย  มีพระราชประสงค์จะให้พระราชาคณะผู้ใหญ่ปกครอง   จึงโปรดให้แห่พระธรรมวโรดมจากวัดบพิตรพิมุขมาอยู่ครองวัดอรุณราชวราราม  เมื่อวันที่ ๒๓  มีนาคม  พ.ศ. ๒๔๔๑   เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเครื่องบริขารขึ้นกุฎี   ดูรายละเอียดประวัติพระราชมุนี (ปุ่น)  ในเวลาอยู่วัดนี้   ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะอีก ๒ ตำแหน่ง   กล่าวคือ พ.ศ. ๒๔๔๔  ทรงเลื่อนขึ้นเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์   และพ.ศ.๒๔๔๘  ทรงเลื่อนเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์    เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ

                  สมัยที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่นี้ ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดเป็นอันมาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งยกย่องไว้ เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ร.ศ.๑๒๒ (พ.ศ.๒๔๔๖) ว่า “สมเด็จพระพุฒาจารย์  เป็นสมภารมีศิริ  อยู่วัดไหนก็เจริญวัดนั้น เช่น วัดบพิตรภิมุข ก็เคยเจริญมาครั้งหนึ่งแล้ว จึงได้นิมนต์มาไว้วัดอรุณฯ  ก็มาทำความเจริญให้แก่วัดอรุณ เป็นที่เจริญความเลื่อมใส ให้บอกอนุโมทนาโดยความยินดีไปให้ท่านทราบ” (๑)  

                  สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฤทธิ) มรณภาพในรัชกาลที่ ๖   เมื่อวันพุธที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๖  อายุ ๗๔ ปีกับ ๑๐ เดือน ๑๓ วัน

(๑) เอกสาร ร.๕  แฟ้มวัดอรุณฯ ๑๘   แผนกเอกสารสำคัญ    กองจดหมายเหตุแห่งชาติ    กรมศิลปากร




๙. พระธรรมเจดีย์ 

                  นามเดิม  อุ่ม  นามฉายา  ธมฺมธโร  เป็นชาวพระนครศรีอยุธยา  เกิดเมื่อวันเสาร์ เดือน ๑๑ แรม ๖ ค่ำ ปีวอก  จ.ศ.๑๒๒๒ พ.ศ.๒๔๐๓ ในรัชกาลที่ ๔   เมื่อมีอายุ ๘ ปี ได้ศึกษาอักขรสมัยอยู่ในสำนักพระอาจารย์เกิด   เจ้าอธิการวัดกลาง  อำเภอนครหลวง  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  

                  เมื่อปีชวด พ.ศ.๒๔๑๙ ในสมัยรัชกาลที่ ๕   ย้ายมาศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักพระอาจารย์กัน เจ้าอาวาสวัดราษฎร์บำเพ็ญ จนอายุ ๑๙ ปี    จึงได้บรรพชาเป็นสามเณร   แล้วมาอยู่วัดราชบูรณะ กรุงเทพฯ  เป็นศิษย์ศึกษาพระปริยัติธรรมกับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (แสง) เมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิวงศาจารย์บ้าง กับพระเทพมุนี (อิ่ม) เมื่อครั้งยังเป็นเปรียญบ้าง  ถึงปีมะเส็ง พ.ศ.๒๔๒๔ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (แสง) จัดให้อุปสมบทในคณะสงฆ์รามัญ  ณ  วัดบ้านใหม่ตลาดเนื้อ  จังหวัดปทุมธานี  โดยมีพระไตรสรณะธัชตฤก  เป็นพระอุปัชฌาย์  อุปสมบทแล้วกลับมาอยู่วัดราชบูรณะตามเดิม  ต่อมาได้เป็นพระสมุห์ฐานานุกรมของพระครูธรรมจริยาภิรัติ (ปาน) และติดตามพระครูธรรมจริยาภิรัติไปอยู่วัดตะเคียน (วัดมหาพฤฒาราม)

                  ปีระกา พ.ศ.๒๔๒๘ เข้าแปลพระปริยัติธรรมที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้เป็นเปรียญ ๓ ประโยค ครั้นพระครูธรรมจริยาภิรัติ  ซึ่งได้เลื่อนขึ้นเป็นพระสาสนานุรักษ์ เจ้าอาวาสวัดมหาพฤฒาราม อาพาธหนัก ถวายพระพรลาสึกแล้วถึงแก่กรรม  ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหาพฤฒารามว่าง  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าตั้งเป็นพระครูธรรมจริยาภิรัติเป็นเจ้าอาวาส  เมื่อปีมะเส็ง พ.ศ.๒๔๓๖   ต่อมาในปีจอ  พ.ศ. ๒๔๔๑  ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมอีกครั้ง ๑  ที่วัดสุทัศน์เทพวราราม  แปลได้อีกประโยค ๑  รวมเป็น ๔ ประโยค

                             ปีมะเส็ง   พ.ศ.๒๔๓๖   เป็นพระครูธรรมจริยาภิรัต

                             ปีฉลู       พ.ศ.๒๔๔๔    เป็นพระวรญาณมุนี

                             ปีระกา     พ.ศ.๒๔๕๒   เป็นพระราชมุนี

                             ปีกุน       พ.ศ.๒๔๕๔   เป็นพระเทพสุธี

                             ปีระกา     พ.ศ.๒๔๖๔    เป็นพระธรรมเจดีย์

                  ครั้นเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม   ด้วยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฤทธิ)  ถึงมรณภาพ   จึงโปรดอาราธนามาครองวัดอรุณราชวราราม   เมื่อปีเถาะ พ.ศ.๒๔๕๗                                                            

                  พระธรรมเจดีย์ (อุ่ม)  มรณภาพเมื่อวันที่  ๒๕  กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๗  อายุ ๖๕ ปี  ๔๓ พรรษา






๑๐. พระพิมลธรรม 

                   นามเดิม  นาค   นามฉายา  สุมนนาโค  เป็นชาวบ้านบางพูน  จังหวัดปทุมธานี เกิดในรัชกาลที่ ๕  เมื่อวันศุกร์  เดือนยี่  ขึ้น ๕ ค่ำ  ปีวอก  จ.ศ.๑๒๓๔  ตรงกับวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๔๑๕    เมื่ออายุ ๑๒ ปี  บรรพชาเป็นสามเณรอยู่กับพระครูธรรมานุสารี (สว่าง) วัดเทียนถวาย  แต่ยังเป็นเจ้าอธิการอยู่วัดสารพัดช่าง   ที่กรุงเทพฯ   จนเมื่ออายุครบอุปสมบท   อาจารย์จึงได้พามาถวายสมเด็จพระวันรัต (แดง)  แต่เมื่อยังเป็น พระธรรมวโรดม  จึงได้อยู่วัดสุทัศน์แต่นั้นมา

                  เมื่อปีมะโรง พ.ศ.๒๔๓๕  อุปสมบทที่วัดสุทัศน์   โดยมี สมเด็จพระวันรัต (แดง) เป็นพระอุปัชฌาย์  ครั้นอุปสมบทแล้ว   ศึกษาพระปริยัติธรรมกับสมเด็จพระวันรัต (แดง) บ้าง  พระยาธรรมปรีชา (ทิม) บ้าง เข้าแปลพระปริยัติธรรมเมื่อปีขาล พ.ศ.๒๔๓๓    ได้เป็นเปรียญ  ๔ ประโยค    ปีมะเมีย พ.ศ.๒๔๓๗ แปลพระปริยัติธรรมได้อีก ๒ ประโยค รวมเป็น ๖ ประโยค และในปีจอ พ.ศ.๒๔๔๑ แปลพระปริยัติธรรมได้อีก ๑ ประโยค รวมเป็น ๗ ประโยค  ทรงโปรดให้เป็นพระราชาคณะตามลำดับ   คือ

                                ปีกุน         พ.ศ.๒๔๔๒         เป็นพระศรีสมโพธิ

                                ปีมะเมีย     พ.ศ.๒๔๖๑          เป็นพระราชเวที

                                ปีระกา       พ.ศ.๒๔๖๔         เป็นพระเทพสุธี

                  วันที่ ๑๘  พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๘  ปีฉลู  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖  โปรดให้มาครองวัดอรุณราชวราราม

                               ปีขาล         พ.ศ.๒๔๖๙         เป็นพระธรรมดิลก

                               ปีระกา        พ.ศ.๒๔๗๖         เป็นพระอุบาลีคุณูปมาจารย์

                               ปีเถาะ        พ.ศ.๒๔๘๒         เป็นพระพิมลธรรม

               พระพิมลธรรม (นาค)   มรณภาพเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๘๘  ขึ้น ๕ ค่ำ  เดือน ๘    เวลา ๑๕.๑๐ น.  อายุได้ ๗๒ ปี  ๖ เดือน  


๑๑. สมเด็จพระพุฒาจารย์ 




                 นามเดิม  วน   นามฉายาว่า  ฐิติาโณ   นามสกุล วิชิตะกุล  เป็นบุตรของพระวิชิตชาญณรงค์ (เทศ  วิชิตะกุล)  เจ้าเมืองปราณบุรี   และนางวิชิตชาญณรงค์ (ทองอยู่  วิชิตะกุล)  เกิดเมื่อวันที่  ๒๕  เมษายน  พ.ศ. ๒๔๓๗   ตรงกับวันพุธ   แรม ๕ ค่ำ  เดือน ๕   ปีมะเมีย  เวลาประมาณ ๘.๐๐ น.  ที่บ้าน ต.นารายณ์   อ.เมือง  จ.เพชรบุรี

                  สกุลวงศ์ทางโยมบิดา  คือ เป็นบุตรพระยาวิชิตชาญณรงค์ (ภู่)  กับคุณหญิงวิชิตชาญณรงค์ (อิ่ม)  ทั้งพระยาวิชิตชาญณรงค์โยมปู่  และพระวิชิตชาญณรงค์โยมบิดา  เคยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองปราณบุรี  ซึ่งปัจจุบันมีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์   พระยาวิชิตชาญณรงค์ (ภู่) นั้น   มีศักดิ์เกี่ยวข้องกับพระราชวงศ์  คือเป็นพี่ชายของเจ้าจอมมารดาจันทร์ในรัชกาลที่ ๔  ซึ่งเป็นเจ้าจอมมารดาของกรมหลวงอดิศรอุดมเดช   [พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมหลวงอดิศรอุดมเดช]  ทรงเป็นต้นราชสกุล  สุขสวัสดิ์

                  สำหรับสกุลวงศ์ทางโยมมารดา  คือเป็นธิดาของหลวงบริบาลคีรี (ฤทธิ  ศรียานง) และนางบริบาลคีรี  (เผื่อน)  ทั้งสองท่านเป็นเครือญาติกับพระมหาราชครูและพระญาณเวทวิธีโหร   หลวงบริบาลคีรี (ฤทธิ)  ได้รับพระบรมราชโองการจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๔  ให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้รักษาเขาวัง  และบริเวณพระที่นั่งทั้งหมดในจังหวัดเพชรบุรีโดยสิทธิขาด

                  เจ้าประคุณสมเด็จฯ  มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๘ คน  ดังนี้ :

                  ๑. ขุนวิชิตธนากร    (วงศ์    วิชิตะกุล)

                  ๒. ด.ญ. เวียน   วิชิตะกุล  (วายชนม์แต่ยังเล็ก)

                  ๓. นางปรึก    สมรสกับนายฮก   ประจวบเหมาะ  (วายชนม์แล้ว)

                  ๔. เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์  (วน  ฐิติญาโณ)

                  ๕. นางวัน   สมรสกับ  นายทองคำ  บัวงาม  (วายชนม์แล้ว)

                  ๖. น.ส. วอ    วิชิตะกุล  (วายชนม์แล้ว)

                  ๗. พระมหาเทียบ   กิตฺติปาโล  ป.ธ. ๔ (อดีตข้าราชการกรมสรรพสามิต)

                  ๘. พ.อ.อ. วิเชียร   วิชิตะกุล  (อดีตทหารอากาศ)

                  นอกจากนี้   ยังมีพี่น้องต่างมารดาอีก ๒ คน   คือ

                  ๑. พันตรี หลวงพลพินัยการ  (ชะเอม   วิชิตะกุล    วายชนม์แล้ว)

                  ๒. ด.ช. ออม   วิชิตะกุล (วายชนม์แต่ยังเล็ก)         

 

การศึกษาเบื้องต้น

                  เมื่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ  มีอายุประมาณ ๗ ขวบ    ท่านบิดาได้นำไปฝากให้เรียนหนังสือไทยกับพระครูสุทธาจารคุณ (อ่ำ)  วัดนาห้วย  อ.ปราณบุรี  (ครั้งยังไม่ได้รับสมณศักดิ์)    ต่อมาในปีเถาะ พ.ศ.๒๔๔๖ ท่านบิดาพามาฝากเป็นศิษย์ของพระอาจารย์แก้ว  (หลวงปู่แก้ว)  ซึ่งเป็นชาวเพชรบุรีด้วยกัน   ที่วัดสระเกศ กรุงเทพฯ  ได้ศึกษาอักษรขอมและภาษาบาลีกับพระมหาถนอม คงคปญฺโญ  ป. ๔   ในวัดเดียวกัน

                  ต่อมาท่านบิดาได้นำไปฝากให้อยู่กับพระครูฌานวิรัต (โป๊  ธมฺมปาโล) วัดพระเชตุพนฯ  กรุงเทพฯ    เรียนภาษาไทยและภาษาบาลีที่โรงเรียนกล่อมพิทยากร    ซึ่งตั้งอยู่ในวัดนั้นเอง  สอบได้ประโยคที่ ๔  (เท่ากับมัธยมปีที่ ๖)  เมื่ออายุ ๑๕ ปี

                  อนึ่ง  ในตอนนี้ท่านเจ้าจอมมารดาจันทร์  ได้ขอตัวเจ้าประคุณสมเด็จฯ ต่อท่านบิดา  โดยจะรับอุปการะให้รุ่งเรืองในราชการต่อไป  แต่เจ้าประคุณสมเด็จฯ  ยินดีในสมณเพศ และปรารถนาจะศึกษาในทางพระศาสนายิ่งกว่า  จึงไม่ศึกษาต่อเพื่อเข้ารับราชการต่อไปอีก

บรรพชาและอุปสมบท

                  พ.ศ. ๒๔๕๑   บรรพชาขณะอายุได้ ๑๕ ปี   พระอาจารย์หมก  วัดพระเชตุพนฯ  เป็นพระอุปัชฌาย์    อยู่ในสำนักพระครูฌานวิรัต  (โป๊  ธมฺมปาโล)  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ  ศึกษาภาษาบาลีต่อมา

                  พ.ศ. ๒๔๕๗  อายุ ๒๑ ปี  อุปสมบท  ณ  พัทธสีมาวัดนาห้วย  อ.ปราณบุรี  จ.ประจวบฯ ในปัจจุบัน   โดยมีพระครูสุทธาจารคุณ  (อ่ำ) เป็นพระอุปัชฌาย์   สมเด็จพระวันรัต (เผื่อน) ครั้งยังเป็นพระศากยบุตติยวงศ์  เป็นพระกรรมวาจาจารย์และพระอนุสาวนาจารย์   แล้วกลับมาจำพรรษา  ณ  วัดพระเชตุพนฯ

การศึกษา

                  พ.ศ. ๒๔๕๖   สอบได้นักธรรมชั้นตรี           (ปีแรกที่เปิดสอบนักธรรมชั้นนี้)

                  พ.ศ. ๒๔๕๖   สอบได้ ป.ธ. ๓                      (เป็นองค์แรกของชาวประจวบฯ)

                  พ.ศ. ๒๔๕๙   สอบได้ ป.ธ. ๔

                  พ.ศ. ๒๔๖๐    สอบได้นักธรรมชั้นโท           (ปีแรกที่เปิดสอบนักธรรมชั้นนี้)

                  พ.ศ. ๒๔๖๐    สอบได้ ป.ธ. ๕

                  พ.ศ. ๒๔๖๑    สอบได้ ป.ธ. ๖

                  พ.ศ. ๒๔๖๕   สอบได้นักธรรมชั้นเอก         (ปีแรกที่เปิดสอบนักธรรมชั้นนี้)

งานปกครอง

                  พ.ศ. ๒๔๗๕   เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ   กรุงเทพฯ

                  พ.ศ. ๒๔๗๗   เป็นอนุกรรมการมหาเถรสมาคม

                  พ.ศ. ๒๔๗๙    เป็นพระคณาจารย์เอก  ในทางเทศนา

                  พ.ศ. ๒๔๘๐    เป็นเจ้าคณะมณฑลปราจีน

                  พ.ศ. ๒๔๘๓   เป็นพระอุปัชฌาย์

                  พ.ศ. ๒๔๘๙    ย้ายไปดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

                  พ.ศ. ๒๔๙๓    เป็นสมาชิกสังฆสภา และเป็นกรรมการคณะวินัยธรชั้นฎีกา

                  พ.ศ. ๒๕๐๔    เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

                  พ.ศ. ๒๕๐๖    เป็นเจ้าคณะใหญ่หนใต้

                  พ.ศ. ๒๕๐๘    เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

สมณศักดิ์

                  พ.ศ. ๒๔๗๕    เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่   พระวิเชียรธรรมคุณาธาร  

                  พ.ศ. ๒๔๘๔    เป็นพระราชาคณะชั้นราชในราชทินนามเดิม

                  พ.ศ. ๒๔๙๐     เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่  พระเทพมุนี

                  พ.ศ. ๒๔๙๒    เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่  พระธรรมไตรโลกาจารย์

                  พ.ศ. ๒๕๐๔    เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่  พระธรรมปัญญาบดี

                  พ.ศ. ๒๕๐๖     สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่  สมเด็จพระพุฒาจารย์

งานสาธารณูปการ

                       -บูรณะพระอุโบสถ  พระวิหารและระเบียงวิหารคด  พระพุทธรูปตามระเบียง (๑๒๐ องค์) พร้อมทั้งฐานชุกชี และกุฏิทั้งวัด

                      -บูรณะมณฑปและพระปรางค์ทิศ

                      -สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม  “เผือกวิทยาประสาธน์”  ด้วยทุนของคุณนายเผือก  ยุวบูรณ์

                      -สร้างเขื่อนคอนกรีตริมคลองวัดตอนเหนือและศาลาท่าน้ำ “โพธิอรุณ”  ด้วยทุนของคุณนายเผือก  ยุวบูรณ์ 

                     -เสนอให้รัฐบาลบูรณะองค์พระปรางค์  ซึ่งชำรุดทรุดโทรม   รัฐบาลได้มอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการบูรณะด้วยเงินงบประมาณ ๑๕.๕ ล้านบาท  ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๑  เป็นต้นมา

                     -ให้สร้างเมรุเผาศพพร้อมด้วยศาลาและสุสาน  ในที่ว่างตอนหลังวัด   ให้จัดตั้งเสาคอนกรีตติดไฟฟ้าตามถนนทั่วทั้งวัด  และให้ต่อท่อประปาภายในวัด  โดยเทศบาลในสมัยนั้นมิได้คิดค่าน้ำเลย 

                                                                                                                                                 

ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

            เจ้าประคุณสมเด็จฯ  ได้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ   ตั้งแต่วันที่  ๙  พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๕๐๘   ถึงวันที่   ๒๖  พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๕๐๘   ดังสำเนาประกาศต่อไปนี้

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ

      เรื่อง   สมเด็จพระราชาคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

            ด้วยสมเด็จพระสังฆราชประชวรมาก  ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้  และมิได้ทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ และมาตรา ๑๐  แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕  กระทรวงศึกษาธิการจึงขอประกาศ สมเด็จพระราชาคณะ  คือ  สมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน  ฐิติญาโณ) วัดอรุณราชวราราม  ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา  เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป  จนกว่าสมเด็จพระสังฆราชจะปฏิบัติหน้าที่ได้.

ประกาศ  ณ  วันที่   ๙  พฤษภาคม  ๒๕๐๘

(ลงชื่อ)    หม่อมหลวงปิ่น   มาลากุล

              รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ


ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ

    เรื่อง   สมเด็จพระราชาคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ  ลงวันที่  ๙  พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๕๐๘ ว่า สมเด็จพระสังฆราชประชวรมาก  ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ และไม่ได้ทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน 

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ และ มาตรา ๑๐  แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕  กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนามสมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน  ฐิติญาโณ) วัดอรุณราชวราราม  เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  จนกว่าสมเด็จพระสังฆราชจะทรงปฏิบัติหน้าที่ได้  นั้น

            บัดนี้  สมเด็จพระสังฆราช  (อยู่  ญาโณทัย)  ประชวรสิ้นพระชนม์  เมื่อวันที่ ๑๕  พฤษภาคม  ๒๕๐๘  และยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช  ตามความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕   กระทรวงศึกษาธิการจึงขอประกาศนามสมเด็จพระพุฒาจารย์  (วน  ฐิติญาโณ) วัดอรุณราชวราราม  ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา  เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ  ณ  วันที่  ๑๕  พฤษภาคม  ๒๕๐๘

(ลงชื่อ)  หม่อมหลวงปิ่น   มาลากุล

            

               

เจ้าประคุณสมเด็จฯ มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๐  สิริชนมายุ ๘๓ ปี ๖ เดือน ๒๔ วัน

 


๑๒. พระธรรมคุณาภรณ์ 

                 นามเดิม  เจียร  นามฉายา ปภสฺสโร   นามสกุล จำปาศรี    เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่  ๖  พฤศจิกายน  พ.ศ. ๒๔๕๖   ณ   ตำบลลาดหลุมแก้ว  อำเภอลาดหลุมแก้ว  จังหวัดปทุมธานี  เป็นบุตรของนายอิน  และนางทิพย์  จำปาศรี   มีพี่น้องร่วมบิดามารดา  รวม ๙  คน  คือ:-

๑. นางสงวน  คล้อยเอี่ยม 

๒. นายอวน  จำปาศรี

๓. นางพิมพ์  ผลพิบูลย์

๔. นายผัน   จำปาศรี

๕. นางปทุม  กษแก้ว

๖. นายวัน  จำปาศรี

๗. นางแปลก  กรรณิการ์
๘. นางจวน  จำปาศรี

๙. พระเดชพระคุณพระธรรมคุณาภรณ์   (เจียร)  จำปาศรี

         เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาแล้ว    ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบัวขวัญ  เมื่อวันที่  ๒  มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๗   พระครูนิโรธมุนี (กลับ)  วัดตำหนักเหนือ  เป็นพระอุปัชฌาย์     พำนักอยู่วัดบัวขวัญไม่นานนัก    โยมบิดานำมาฝากกับพระมหาพูน   อดีตเจ้าคณะ ๔  วัดอรุณราชวราราม   ครั้นเมื่อมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์   จึงอุปสมบท   เมื่อวันที่  ๒๔  พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๔๗๗  โดยมีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (นาค  สุมนนาคเถระ)  อดีตเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม  เป็นพระอุปัชฌาย์  พระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ (นันท์)   วัดอรุณราชวราราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระศากยบุตติยวงศ์ (อยู่)  วัดอรุณราชวราราม  เป็นพระอนุสาวนาจารย์

 

การศึกษา

                พ.ศ. ๒๔๗๒   สอบได้นักธรรมชั้นตรี   สำนักเรียนวัดมหาธาตุ

                พ.ศ. ๒๔๗๔   สอบได้นักธรรมชั้นโท สำนักเรียนวัดมหาธาตุ                      

                พ.ศ. ๒๔๗๔   สอบ ได้  ป.ธ. ๓   สำนักเรียนวัดมหาธาตุ

                พ.ศ. ๒๔๗๕   สอบได้  ป.ธ. ๔    สำนักเรียนวัดมหาธาตุ      

                พ.ศ. ๒๔๗๖   สอบได้  ป.ธ. ๕   สำนักเรียนวัดมหาธาตุ      

                พ.ศ. ๒๔๘๐    สอบได้นักธรรมชั้นเอก    สำนักเรียนวัดอรุณราชวราราม

                พ.ศ. ๒๔๘๑    สอบได้ ป.ธ. ๖    สำนักเรียนวัดอรุณราชวราราม        

                พ.ศ. ๒๔๘๗     สอบได้  ป.ธ. ๗     สำนักเรียนวัดอรุณราชวราราม

งานปกครอง

                พ.ศ. ๒๔๘๗  เป็นกรรมการสงฆ์อำเภอบางกอกใหญ่  ในหน้าที่ศึกษาอำเภอ

                พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระวินัยธร ภาค ๑  เขต ๑   (๖ จังหวัด)

                พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นเจ้าคณะเขตบางกอกใหญ่

                พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นเจ้าคณะแขวงวัดอรุณ  และเป็นพระอุปัชฌาย์

                พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นกรรมการใน  “คณะกรรมการพิจารณาคำร้องในคณะสงฆ์”

                พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นกรรมการพัฒนาวัดส่วนภูมิภาค

                พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ และเลขานุการ  ของคณะกรรมการพิจารณาอธิกรณ์ที่ค้างปฏิบัติก่อนพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ 

                พ.ศ. ๒๕๐๗  เป็นรองเจ้าคณะภาค ๑๖    (๑ ปี)

                พ.ศ. ๒๕๐๘  เป็นเจ้าคณะภาค ๑๖  (๒ สมัย  ๘ ปี)

                พ.ศ. ๒๕๐๙  ร่วมองค์คณะโดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต  (ปุณฺณสิริมหาเถร)วัดพระเชตุพนฯ เป็นหัวหน้าคณะไปตรวจการพระศาสนา  ในสหพันธรัฐมาเลเซียและสิงคโปร์

                พ.ศ. ๒๕๑๑  ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นรองเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

                พ.ศ. ๒๕๑๓  เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส (ครั้งที่ ๑)

                พ.ศ. ๒๕๒๐  เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส (ครั้งที่ ๒)

                พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

 

งานการศึกษา      

                พ.ศ. ๒๔๗๙  เป็นกรรมการจัดตั้งสำนักเรียนวัดอรุณราชวราราม และเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำสำนักเรียน 

                พ.ศ. ๒๔๘๐  เป็นกรรมการตรวจประโยคนักธรรม และบาลีสนามหลวง

                พ.ศ. ๒๔๘๒  เป็นครูใหญ่สำนักเรียนวัดอรุณราชวรารามจนถึง พ.ศ. ๒๕๒๑

                พ.ศ. ๒๔๙๖  เป็นกรรมการนำประโยคบาลีสนามหลวงไปเปิดสอน  ณ  สนามส่วนภูมิภาค

 

งานสาธารณูปการ

                พ.ศ. ๒๔๙๖  ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการโรงพยาบาลสงฆ์   สงเคราะห์พระภิกษุสามเณรอาพาธ

                พ.ศ. ๒๕๑๐  ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการบูรณะพระปรางค์

                พ.ศ. ๒๕๑๓-๒๕๒๑  ได้บูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม   คือ :-

                              ๑.  ซ่อมประตู   เชิงชาย   ใบระกา  หางหงส์พระอุโบสถ

                              ๒. ซ่อมพระวิหาร  

                              ๓.  ซ่อมกุฏิสงฆ์ในคณะ ๒

                              ๔.  สร้างศาลาบำเพ็ญกุศลหนึ่งหลัง

                              ๕. ซ่อมกุฏิสงฆ์ในคณะ ๗

                              ๖. อำนวยการจัดตั้งหอสมุดสมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน  ฐิติญาณมหาเถระ)

                              ๗. ซ่อมช่อฟ้าพระอุโบสถตัวที่ ๒

                              ๘. สร้างศาลาบำเพ็ญกุศล  ๑ หลัง

                              ๙. ดำเนินการออกโฉนดที่ดินของวัดจนสมบูรณ์

                พ.ศ. ๒๕๒๑-๒๕๒๔ ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม 

                              ๑. ซ่อมกุฏิคณะ ๓  หนึ่งหลัง

                              ๒. ซ่อมผนัง  ชุกชี และฐานพระในโบสถ์น้อย

                              ๓. ซ่อมกุฏิคณะ ๑  หนึ่งหลัง

                              ๔. ซ่อมกุฏิคณะ ๘  สองหลังแรก

                              ๕. สร้างศาลาที่พักตำรวจหน้าวัด

                              ๖. จัดทำสนาม – ปลูกหญ้า – ต้นไม้  บริเวณหน้าวัด

                              ๗. ซ่อมเขื่อน  เทพื้นรอบลานต้นพระศรีมหาโพธิ์

                              ๘. ซ่อมช่อฟ้า  ใบระกาพระอุโบสถ และพระระเบียง

                              ๙. ซ่อมกุฏิคณะ ๘  อีก ๒ แถว

 

สมณศักดิ์

                พ.ศ. ๒๔๙๒  ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ  ที่  พระญาณสมโพธิ

                พ.ศ. ๒๕๐๑   ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช  ที่  พระราชโมลี

                พ.ศ. ๒๕๐๖   ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ  ที่  พระเทพมุนี

                พ.ศ. ๒๕๑๗   ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมคุณาภรณ์

พระธรรมคุณาภรณ์  (เจียร)  มรณภาพเมื่อวันที่  ๓  มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๔  สิริอายุได้ ๖๘ ปี 



๑๓. พระธรรมสิริชัย 

                  นามเดิม  บุญเลิศ  นามฉายา  โฆสโก  นามสกุล  ไม้อ่อน   ต่อมาเปลี่ยนเป็น ปรักกมสิทธิ์   เกิดเมื่อวันจันทร์ที่  ๒๙  ธันวาคม  พ.ศ. ๒๔๖๒   ณ  ตำบลบ้านกระแซง   อำเภอสามโคก  จังหวัดปทุมธานี   เป็นบุตรของ นายบุญเรือน  (เชื้อสายไทย) และนางเขียน  (เชื้อสายมอญ) ปะรักมะสิทธิ์  สำเร็จการศึกษาประถมศึกษาปีที่ ๔   ณ  โรงเรียนประชาบาลวัดไก่เตี้ย  อำเภอสามโคก  จังหวัดปทุมธานี  

อุปสมบท

เมื่อวันที่ ๕  มิถุนายน  พ.ศ. ๒๔๘๔    ณ  วัดบางนา  อำเภอสามโคก   จังหวัดปทุมธานี

พระอุปัชฌาย์   พระครูบวรธรรมกิจ (เทียน)  วัดโบสถ์ อำเภอเมือง   จังหวัดปทุมธานี

พระกรรมวาจาจารย์   พระอธิการทัด วัดบางนา  อำเภอสามโคก  จังหวัดปทุมธานี 

พระอนุสาวนาจารย์   พระปลัดรื่น  วัดโพธิ์เลื่อน  อำเภอเมือง  จังหวัดปทุมธานี    

ต่อมาได้ย้ายมาพำนัก  ณ  วัดอรุณราชวราราม  กรุงเทพฯ  เมื่อวันที่  ๓๐  พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๔๘๖   เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม

การศึกษา

พ.ศ. ๒๔๘๔  สอบได้นักธรรมชั้นตรี  สำนักเรียนคณะจังหวัดปทุมธานี

พ.ศ. ๒๔๘๕  สอบได้นักธรรมชั้นโท  สำนักเรียนคณะจังหวัดปทุมธานี

พ.ศ. ๒๔๘๖  สอบได้นักธรรมชั้นเอก  สำนักเรียนวัดอรุณราชวราราม

งานการปกครอง

พ.ศ. ๒๕๐๒  เป็นเจ้าคณะ ๗   วัดอรุณราชวราราม

พ.ศ. ๒๕๐๔   ย้ายไปเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชสิทธาราม   เขตบางกอกใหญ่   กรุงเทพฯ

พ.ศ. ๒๕๐๗   ย้ายไปเป็นรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดดอน   เขตยานนาวา   กรุงเทพฯ

พ.ศ. ๒๕๑๒  ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นรองเจ้าอาวาสวัดราชสิทธาราม   

พ.ศ. ๒๕๑๒   ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดราชสิทธาราม   

พ.ศ. ๒๕๑๕   ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์       

พ.ศ. ๒๕๒๔   ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะแขวงวัดอรุณ

พ.ศ. ๒๕๒๕   ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม   

พ.ศ. ๒๕๒๕   ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะเขตบางกอกใหญ่     

พ.ศ. ๒๕๓๓    ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

พ.ศ. ๒๕๔๓    ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

งานเผยแผ่

                พ.ศ. ๒๔๙๘  เป็นสมาชิกสภาพระธรรมกถึก  วัดพระเชตุพนฯ  (วัดโพธิ์  ท่าเตียน)

                พ.ศ. ๒๕๐๕-๒๕๑๒   เป็นอาจารย์อบรมพระนวกะวัดราชสิทธาราม  เขตบางกอกใหญ่

                                           เป็นอาจารย์อบรมนักเรียน  โรงเรียนการช่างวัดราชสิทธาราม

                                           เป็นอาจารย์อบรมนักเรียน  โรงเรียนเทศบาลวัดราชสิทธาราม

                พ.ศ. ๒๕๐๘   เป็นพระธรรมทูตสายที่ ๗  ปฏิบัติงานอำเภอบำเหน็จณรงค์  จังหวัดชัยภูมิ

                พ.ศ. ๒๕๐๙  เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสายที่ ๖  ปฏิบัติงานประจำจังหวัดบุรีรัมย์

                พ.ศ. ๒๕๑๑  เป็นพระธรรมทูตปฏิบัติงานจังหวัดนครพนม

                พ.ศ. ๒๕๒๒  ปฏิบัติงานพระธรรมทูตจังหวัดขอนแก่น, จังหวัดกาฬสินธุ์, จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดมหาสารคาม

                พ.ศ. ๒๕๒๗  เป็นวิทยากรอบรมถวายความรู้พระสังฆาธิการ  เช่น  วัดกลาง  จังหวัดสมุทรปราการ, วัดบางหลวง  จังหวัดปทุมธานี, วัดเวฬุราชิน  กรุงเทพฯ  เป็นต้น

                พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นกรรมการจัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา  เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชา  ณ  มณฑลพิธีท้องสนามหลวง  ประจำปีทุกปีจนถึงวาระสุดท้าย   ก่อนวันมรณภาพยังได้มอบหมายให้มีผู้ไปดำเนินการแทน   มีกิจกรรมที่รับผิดชอบหลักร่วมกับเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร (ตั้งแต่สมัยพระสุเมธาธิบดี – พระธรรมสุธี)  คือ  ดำเนินงานกวนข้าวทิพย์ และการจัดเทศน์มหาชาติ

                พ.ศ. ๒๕๒๙  เป็นกรรมการปฏิบัติธรรมเทิดพระเกียรติ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา  ณ  บริเวณพุทธมณฑล  อำเภอพุทธมณฑล   จังหวัดนครปฐม

สมณศักดิ์

พ.ศ. ๒๔๙๗  ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูธรรมธร  ฐานานุกรมในพระธรรมไตรโลกาจารย์ (เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์)   อดีตเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

พ.ศ. ๒๕๐๒  ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง พระครูประกาศสมณคุณ  จ.ป.ร.

พ.ศ. ๒๕๐๗  ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอก  ในนามเดิม

พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่  พระสังวรกิจโกศล  

พ.ศ. ๒๕๒๑ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช  ที่ พระราชสังวรวิสุทธิ์

พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่  พระเทพศีลวิสุทธิ์

พ.ศ. ๒๕๓๖  ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่  พระธรรมสิริชัย

พระธรรมสิริชัย (บุญเลิศ)   มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๘  ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑    สิริอายุได้ ๘๙ ปี




๑๔. พระราชสุทธิโสภณ 

                  นามเดิม  เฉลียว ฉายา  ฐิตปุญฺโ  นามสกุล  ปัญจมะวัต  น.ธ.เอก  เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑ เมษายน  พ.ศ. ๒๔๖๘  ตรงกับวันขึ้น ๙ ค่ำ  เดือน ๕  ปีฉลู  ณ  ตำบลกระแซง  อำเภอสามโคก  จังหวัดปทุมธานี    เป็นบุตรของนายเหรียญ  และนางลูกอิน  ปัญจมะวัต   

                  มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน  รวม ๑๐ คน  คือ

                  ๑.นายสุชาติ (แฉล้ม)  ปัญจมะวัต

                  ๒. นายเฉลิม  ปัญจมะวัต

                  ๓. พระเดชพระคุณพระธรรมมงคลเจดีย์ 

                  ๔. พันโทไพโรจน์ ปัญจมะวัต

                  ๕. นายอร่าม ปัญจมะวัต

                  ๖. ด.ช.......... ปัญจมะวัต (เสียชีวิตแต่เยาว์วัย   ไม่สามารถจำชื่อได้)

                  ๗. นายประเทือง ปัญจมะวัต

                  ๘. นายอรรถกร ปัญจมะวัต

                  ๙. นางอำไพ เอี่ยมวิจารณ์  (สมรสกับพันโทวิเชียร  เอี่ยมวิจารณ์)

                  ๑๐. นาวาเอกพิเศษพิชัย ปัญจมะวัต

                  นามสกุล  “ปัญจมะวัต”   เป็นนามสกุลพระราชทานซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ ๖  ทรงพระราชทานเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๖   อีกทั้งก็เป็นนามสกุลลำดับที่ ๑๐๓๒   เขียนว่า  “ปัญจมวัต”  และเขียนเป็นอักษรโรมันว่า  “Panchamavat”   แต่ในประกาศราชกิจจานุเบกษาได้เขียนว่า “ปัญจมะวัต”  นายร้อยโทชุ่ม  อัยการศาลทหาร  มณฑลนครไชยศรี  ผู้เป็นอา  เป็นผู้ขอพระราชทาน   คงจะอนุโลมตามปู่ซึ่งมีนามว่า  “เหงา”  หรือ  “โหงว”  ในสำเนียงจีน   ซึ่งแปลว่า  “ห้า”

อุปสมบท

                  เมื่อวันจันทร์ที่  ๒๘  พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๔๘๘    ณ  พัทธสีมาวัดบางนา  ตำบลบางโพธิ์เหนือ  อำเภอสามโคก  จังหวัดปทุมธานี

                  พระอุปัชฌาย์   พระครูบวรธรรมกิจ  (เทียน)  วัดโบสถ์   อำเภอเมือง   จังหวัดปทุมธานี

                  พระกรรมวาจาจารย์   พระปลัดรื่น   วัดโพธิ์เลื่อน   อำเภอเมือง   จังหวัดปทุมธานี

                  พระอนุสาวนาจารย์  พระเส็ง   จนฺทรํสี  [ต่อมาเป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูมงคลธรรมสุนทร]  วัดบางนา   อำเภอสามโคก  จังหวัดปทุมธานี

                  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐   ได้ย้ายมาจำพรรษา  ณ  วัดอรุณราชวราราม  คณะ ๔   เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ   เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม   ต่อมาจึงได้ย้ายมาพำนัก  ณ  คณะ ๑    และได้พำนักถาวรอยู่ประจำตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน

การศึกษา

                  พ.ศ. ๒๔๘๖ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖   ณ  โรงเรียนปทุมวิไล    จังหวัดปทุมธานี

                 พ.ศ. ๒๔๙๔  สอบได้นักธรรมชั้นเอก      สำนักเรียนวัดอรุณราชวราราม


ความรู้พิเศษ  
 
            มีความชำนาญทางด้านโหราศาสตร์   อีกทั้งประยุกต์หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นคติธรรมในการดำเนินชีวิตแก่สาธุชนทั้งหลาย   อีกทั้งยังได้รับหน้าที่เป็นผู้ตรวจทานพระปาฏิโมกข์ประจำอุโบสถสังฆกรรม   เป็นระยะเวลากว่า  ๒๐ ปี


งานการปกครอง

                  พ.ศ. ๒๔๙๕  เป็นเจ้าคณะ ๑   วัดอรุณราชวราราม  และเป็นพระกรรมวาจาจารย์

                  พ.ศ. ๒๕๑๑  ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

                  พ.ศ. ๒๕๒๑  เป็นผู้อำนวยการจัดงานออกเมรุพระราชทานเพลิงศพ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์  (วน   ฐิติญาณมหาเถร)  อดีตเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

                  พ.ศ. ๒๕๒๘  ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นรองเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

                  พ.ศ. ๒๕๓๙  ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์

                  พ.ศ. ๒๕๕๑  ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

                  พ.ศ. ๒๕๕๒  เป็นผู้อำนวยการจัดงานออกเมรุพระราชทานเพลิงศพพระธรรมสิริชัย (บุญเลิศ  โฆสกมหาเถร)  อดีตเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

                  พ.ศ. ๒๕๕๒  ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

 

งานการศึกษา 

                  พ.ศ. ๒๔๙๕-๒๕๑๐     เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม   

                  พ.ศ. ๒๕๐๖-๒๕๕๗    เป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง

                  พ.ศ. ๒๕๒๖-๒๕๖๐    เป็นกรรมการศึกษาโรงเรียนประถมทวีธาภิเศก    เขตบางกอกใหญ่ 

                  พ.ศ. ๒๕๕๒             เป็นเจ้าสำนักเรียนวัดอรุณราชวราราม

                  พ.ศ. ๒๕๕๓-๒๕๕๗   เป็นประธานอำนวยการอบรมบาลีก่อนสอบประจำปี  

งานเผยแผ่

                  พ.ศ. ๒๔๙๕-๒๕๑๐    เป็นพระวิทยากร อบรมศีลธรรมเป็นประจำ  ณ  โรงเรียนประถมทวีธาภิเศก  เขตบางกอกใหญ่  กรุงเทพฯ

                  พ.ศ. ๒๕๑๑-ปัจจุบัน    รับหน้าที่ตกแต่งสถานที่  อำนวยความสะดวกในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา  ณ  วัดอรุณราชวราราม

                  พ.ศ. ๒๕๒๑-ปัจจุบัน   สนับสนุนให้นักเรียนและประชาชนได้ทัศนศึกษาและมาศึกษาปฏิบัติธรรมภายในวัด

                  พ.ศ. ๒๕๒๑-ปัจจุบัน    สร้างพระพุทธรูปถวายไว้ประจำวัดต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ

                  พ.ศ. ๒๕๒๕-ปัจจุบัน   อุปถัมภ์โครงการอบรมเยาวชนและบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

                  พ.ศ. ๒๕๒๘-ปัจจุบัน   สนับสนุนและส่งพระภิกษุไปสอนศีลธรรมหรือสาระการเรียนรู้พระพุทธศาสนาในโรงเรียนต่าง ๆ ทุกปี  เช่น  โรงเรียนประถมทวีธาภิเศก โรงเรียนจิตรลดา  โรงเรียนทวีธาภิเศก  เป็นต้น

                  พ.ศ. ๒๕๓๕  เป็นกรรมการดำเนินการอุปสมบท  ข้าราชการกองทัพเรือ  จำนวน ๖๑ นาย   เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ  ในวโรกาสทรงพระชนมายุครบ ๕ รอบ  ณ  วัดอรุณราชวราราม

                  พ.ศ. ๒๕๓๘-ปัจจุบัน   อุปถัมภ์โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ  มหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย

                  พ.ศ. ๒๕๓๙   เป็นกรรมการดำเนินงานโครงการถวายพระราชกุศล  เนื่องในงานพระราช พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  ร่วมกับกองทัพเรือ จัดกำลังพลมาอุปสมบท ณ วัดอรุณราชวราราม ๕๔ รูป   วัดราชสิทธาราม ๒๐ รูป และวัดเจ้ามูล ๑๐  รูป  รวม ๘๔ รูป

                  พ.ศ. ๒๕๔๒-๒๕๔๓   สร้างโต๊ะหมู่บูชาถวายวัดเจ้าคณะจังหวัดทุกประเทศ  โดยจัดถวายใน โอกาสทำบุญอายุวัฒนมงคล  วันที่  ๑  เมษายน

                  พ.ศ. ๒๕๔๕  ร่วมสร้างพระพุทธรูปพระประธานไปประดิษฐาน  ณ  วัดดงเค็ง  อำเภอจตุร พักตรพิมาน  จังหวัดร้อยเอ็ด

                   พ.ศ. ๒๕๔๗-ปัจจุบัน  เข้าร่วมประชุมนานาชาติเนื่องในวันวิสาขบูชาโลก  จัดโดยมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

                   พ.ศ. ๒๕๕๒   -ร่วมกับกองทัพเรือ  สำนักงานเขตบางกอกใหญ่  ประชาคมเมืองเขต  บางกอกใหญ่  สภาวัฒนธรรมเขตบางกอกใหญ่  โรงเรียนในเขตบางกอกใหญ่   พ่อค้าและประชาชนในเขตบางกอกใหญ่   จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็น  พระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙  ณ  มณฑลพิธีพระปรางค์  วัดอรุณราชวราราม  และได้อัญเชิญน้ำพระพุทธมนต์โดยเรือของ  กองทัพเรือ  ไปถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙  ณ  ศาลาศิริราช  ๑๐๐ ปี  โรงพยาบาลศิริราช

                        -เป็นประธานมอบวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จหลักสูตรของศูนย์วิปัสสนานานาชาติ

                        -เป็นประธานมอบวุฒิบัตรแก่นักเรียนในโครงการเข้าวัดฟังธรรม  โรงเรียน ประถมทวีธาภิเศก

                        -จัดให้มีการเจริญพระพุทธมนต์บทพิเศษ  เพื่อถวายพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙  ณ  พระวิหารหลวงทุกวัน

 

งานสาธารณสงเคราะห์

                  พ.ศ. ๒๕๒๗                ทอดผ้าป่าสามัคคี  ณ  วัดพระธาตุหลวง  ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว  [สปป.ลาว]             

                  พ.ศ. ๒๕๒๘               -ถวายเครื่องกันหนาวคณะสงฆ์จังหวัดเชียงราย

                                               -มอบทรัพย์สมทบทุนมูลนิธิ “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น  ชุตินฺธโร)” วัดสามพระยา  กรุงเทพฯ

                  พ.ศ. ๒๕๓๐               -มอบทรัพย์สมทบทุนสร้างตึกสงฆ์อาพาธ  โรงพยาบาลสงฆ์  กรุงเทพฯ

                                               -มอบทรัพย์สมทบทุนมูลนิธิสภากาชาดไทย

                                               -มอบทรัพย์สมทบทุนสร้างถังเก็บน้ำวัดหัวเวียง  จังหวัดแม่ฮ่องสอน

                  พ.ศ. ๒๕๓๑               -มอบทรัพย์สมทบทุนสร้างอาคารผู้ป่วยโรงพยาบาลตากสิน  กรุงเทพฯ

                                                -มอบทรัพย์เพื่อขุดสระน้ำ  วัดคลองโพธิ์  อำเภอหนองเรือ  จังหวัดขอนแก่น

                                               -มอบทรัพย์บูรณปฏิสังขรณ์พระพุทธบาท  วัดพระพุทธบาท  จังหวัดสระบุรี

                                               -บริจาคทรัพย์และสิ่งของ  เพื่อช่วยชาวปักษ์ใต้   ที่ประสบอุทกภัย

                  พ.ศ. ๒๕๓๒-ปัจจุบัน  -มอบทรัพย์สมทบทุนมูลนิธิอนุสรณ์ “พระเทพวิสุทธาจารย์”  วัดทุงยู  จังหวัดเชียงใหม่

                                               -บริจาคแฟ้มและปากกา  การสัมมนาพุทธศาสตรบัณฑิต  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  และอุปถัมภ์สิ่งของอื่น ๆ

                  พ.ศ. ๒๕๓๓-ปัจจุบัน     มอบทรัพย์ในการเป็นเจ้าภาพผ้าไตร-ย่าม   พิธีประสาทปริญญาประจำปี

                   พ.ศ. ๒๕๓๓  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 

                  พ.ศ. ๒๕๓๘-ปัจจุบัน    บริจาคทรัพย์อุปถัมภ์โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 

                  พ.ศ. ๒๕๔๒             มอบทรัพย์ซื้อที่ดินถวายวัดดงเค็ง   อำเภอจตุรพักตรพิมาน  จังหวัดร้อยเอ็ด

                  พ.ศ. ๒๕๔๒-๒๕๕๑    นำกฐินทอดถวายวัดที่กฐินตกค้างจำนวน  ๑๐๙ วัด

                  พ.ศ. ๒๕๔๘              -มอบทรัพย์บูรณะพระธาตุพนม  วัดพระธาตุพนม   จังหวัดนครพนม

                                               -อุปถัมภ์จัดกิจกรรมสืบสาน  อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีไทยและภูมิ ปัญญาท้องถิ่น  งานนมัสการพระธาตุนาดูน  จังหวัดมหาสารคาม

                  พ.ศ. ๒๕๕๐              -มอบทรัพย์สมทบมูลนิธิพระมงคลบพิตร   จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

                                               -มอบทรัพย์บำรุงวัดเพชรสมุทร   อำเภอเมือง   จังหวัดสมุทรสงคราม

                                                -บริจาคทรัพย์อุปถัมภ์โครงการอบรมเสริมความรู้ และนำวิปัสสนากรรมฐานสู่พระนวกะ  ปี พ.ศ. ๒๕๕๑  วัดเวฬุราชิณ  กรุงเทพฯ

                  พ.ศ. ๒๕๕๒               -บริจาคทรัพย์บำเพ็ญกุศลศพพระธรรมสิริชัย  อดีตเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม  จำนวน ๑๔๖,๐๐๐ บาท  (หนึ่งแสนสี่หมื่นหกพันบาทถ้วน)

                                               -บริจาคเตียงคนไข้ให้สถานีอนามัยผงพิเศษตราร่มชูชีพบ้านร่องคำ  อำเภอจตุรพักตรพิมาน  จังหวัดร้อยเอ็ด  เป็นเงินจำนวน ๘๐,๐๐๐ บาท (แปดหมื่นบาทถ้วน)

                                               -บริจาคทรัพย์อุปถัมภ์งานสัปดาห์เผยแผ่พระพุทธศาสนา  วันอาสาฬหบูชาณ  มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 

                                               -บริจาคทรัพย์บำรุงวัดห้วยมงคล  อำเภอหัวหิน  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 

                                               -บริจาคทรัพย์ในการปิดทองพระเจดีย์พระธาตุช่อแฮ  วัดพระธาตุช่อแฮ  อำเภอเมือง  จังหวัดแพร่

                                               -บริจาคทรัพย์บำรุงวัดปากคลองมะขามเฒ่า  อำเภอวัดสิงห์  จังหวัดชัยนาท

                                               -บริจาคทรัพย์ร่วมสร้างกุฏิสงฆ์  วัดพระบรมธาตุวรวิหาร  จังหวัดนครศรีธรรมราช

                                               -บริจาคทรัพย์เป็นค่าภัตตาหารพระสงฆ์  วัดป้าจิก  อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม

                  พ.ศ. ๒๕๕๓-ปัจจุบัน   -บริจาคทรัพย์บำรุงวัดมหาธาตุวรวิหาร  อำเภอเมือง  จังหวัดเพชรบุรี

                                               -บริจาคทรัพย์เป็นเจ้าภาพผ้าไตรพุทธศาสตรบัณฑิต มจร 

                                               -บริจาคทรัพย์บำรุงวัดเพชรสมุทร  อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม

                                               -บริจาคทรัพย์สนับสนุนงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา   เนื่องในวันวิสาขบูชา

                                               -บริจาคทรัพย์สนับสนุนกองทุนพัฒนาและอนุรักษ์พระบรมธาตุนาดูน  อำเภอนาดูน   จังหวัดมหาสารคาม

                                               -เป็นเจ้าภาพทอดกฐินประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๕   ณ  วัดโสภาราม  อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี

                                               -เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลศพพระปลัดธรรมขันธ์  เมฆาโภ วัดอรุณราชวราราม

                                               -เป็นเจ้าภาพทอดกฐินประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๖  ณ  วัดบางนา  อำเภอสามโคก  จังหวัดปทุมธานี

                                               -บริจาคทรัพย์บำรุงมูลนิธิพระมงคลบพิตร   จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

                                               -เป็นเจ้าภาพทอดกฐินประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗  ณ  วัดโบสถ์  อำเภอเมืองจังหวัดปทุมธานี

                       

เกียรติคุณ

                  พ.ศ. ๒๕๔๒   ได้รับปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์    สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

                  พ.ศ. ๒๕๕๓   ได้รับปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

สมณศักดิ์

 

                  พ.ศ. ๒๔๙๒    เป็นพระครูใบฎีกา  ฐานานุกรมในพระเทพมุนี (วน  ฐิติญาณมหาเถร)  อดีตเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

                  พ.ศ. ๒๔๙๖   เป็นพระครูธรรมธร   ฐานานุกรมในพระธรรมไตรโลกาจารย์ (วน  ฐิติญาณมหาเถร)  อดีตเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

                  พ.ศ. ๒๔๙๗   เป็นพระครูปลัดสุตวัฒน์  ฐานานุกรมในพระธรรมไตรโลกาจารย์ (วน  ฐิติญาณมหาเถร)  อดีตเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

                  พ.ศ. ๒๕๐๔   เป็นพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ  ฐานานุกรมในพระธรรมปัญญาบดี (วน  ฐิติญาณมหาเถร)  อดีตเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

                  พ.ศ. ๒๕๐๖   เป็นพระครูปลัดสัมพิพัฒนธุตาจารย์   ฐานานุกรมในเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์  (วน  ฐิติญาณมหาเถร)  อดีตเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม

                  พ.ศ. ๒๕๐๗    ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระโสภณวราภรณ์

                  พ.ศ. ๒๕๔๓    ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชสุทธิโสภณ

                  พ.ศ. ๒๕๕๒   ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพมงคลรังษี

                  พ.ศ. ๒๕๕๗   ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมมงคลเจดีย์

                  พระธรรมมงคลเจดีย์  (เฉลียว)  มรณภาพเมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม  พ.ศ. ๒๕๖๐  เวลา ๑๓.๓๐ น. ที่  โรงพยาบาลธนบุรี   สิริอายุได้ ๙๓ ปี  ๗๓ พรรษา





sample69

ลำดับและประวัติเจ้าอาวาส

sample69

เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน

sample69

คณะสังฆาธิการ

sample69

สถานศึกษาในวัดอรุณ ฯ